วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้แตกต่างกลุ่มวัฒนธรรมท้องถิ้นที่อื่นๆ เพราะภาชนะดินเผามีลักษณะเฉพาะทั้งในด้านเนื้อดิน การตกแต่ง และหน้าที่การใช้งาน  เดิมได้มีนักวิชาการ เช่น รศ.ศรีศักดิ์ วัลลิโภดมได้กล่าวถึงลักษณะพิเศษของภาชนะดินเผาที่พบในทุ่งกุลาร้องไห้นี้ว่า “แบบทุ่งกุลา” มีเนื้อดินสีขาว  ลักษณะบาง  เผาด้วยอุณหภูมิสูง  ตกแต่งด้วยลายเชือกทาบ ทาน้ำสีแดง บริเวณขอบปากเขียนเป็นเส้นตรงที่ขอบปาก และ ศ.ชาร์ล ไฮแอมได้ค้นพบภาชนะดินเผาที่มีลักษณะพิเศษที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ  ภาชนะแบบร้อยเอ็ด (Roi-et ware) พบครั้งแรกที่แหล่งโบราณคดี บ้านโนนเดื่อ บ่อพันขัน ดอนตาพัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด (ปัจจุบันเป็นแหล่งโบราณคดีดอนตาพัน อยู่ในเขตอำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด) ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ในด้านการตกแต่งผิว คือ  ผิวภาชนะด้านนอกจะตกแต่งด้วยลายทาบเชือกทำให้เรียบแล้วเขียนทับด้วยสีแดงเป็นแถบ

นอกจากภาชนะดินเผาแล้ว วัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้ยังปรากฏประเพณีการฝังศพที่มีการนำกระดูกคนตายใส่ลงไปในภาชนะดินเผาและฝังอีกครั้งหนึ่ง เรียกรูปแบบนี้ว่า ประเพณีการฝังศพครั้งที่สอง ซึ่งแบบแผนการฝังศพจะปรากฏมากมายหลายรูปแบบ ดังเช่น  ภาชนะบรรจุกระดูก ทรงไข่ ทรงกลม และทรงกระบอก ซึ่งล้วนแล้วแต่จะมีฝาปิดเป็นทรงอ่าง ทรงชามขนาดใหญ่ (คล้ายกระทะ) และฝาปิดเป็นแผ่นดินเผาทรงกลมมีหูหรือด้ามจับ และจะพบว่ามีการฝังรวมกันเป็นกลุ่ม ทั้งการวางภาชนะในแนวนอน และตั้งฉากกับพื้นสำหรับการฝัง โดยการวางภาชนะในแนวนอนนั้นจะพบการวางเรียงต่อกันเป็นเถา (ส่วนปากภาชนะจะต่อกับส่วนก้นภาชนะดินเผาอีกใบหนึ่ง) และแบบพิเศษที่นำภาชนะทรงยาวขนาดใหญ่ 2 ใบ มีลักษณะส่วนปากประกบกันมองดูคล้าย “แคปซูล”

สำหรับชุมชนโบราณที่ปรากฏในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้จะปรากฏทั้งที่มีคูน้ำ คันดิน และไม่ปรากฏคูน้ำคันดินล้อมรอบ ซึ่งพบการตั้งถิ่นฐานบริเวณราบลุ่มน้ำท่วมถึง (flood Plain) บริเวณลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (low terrace) และลานตะพักลำน้ำระดับต่ำ (Middle terrace) ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำที่มีผลต่อชีวิตของผู้คนในสมัยโบราณเสมอมา  และจากการศึกษาที่ผ่านมาช่วงเวลาที่มีการแพร่กระจายของกลุ่มวัฒนธรรมทุ่งกุลาร้องไห้อย่างหนาแน่นน่าจะจัดอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย มีอายุประมาณ 2,500 ปี เป็นต้นมา     จนกระทั่งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมเขมร    ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 –18

ประมาณพุทธศตวรรษที่  23 -24  เป็นช่วงเวลาที่เกิดการอพยพของคนลาวเวียงได้เคลื่อนเข้ามาสู่ภาคอีสานมากขึ้น  โดยเฉพาะในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้มีชาวลาวเวียงที่อพยพมาจากนครจำปาสักและตามมาด้วยคนส่วย คนกุย และคนเขมร เข้ามาสร้างบ้านแปงเมืองมากขึ้นเพียงระยะเวลา  200 – 300  ปี  เปลี่ยนสภาพทุ่งกว้างเกิดเป็นหมู่บ้านกระจายเกือบเต็มทุ่ง  มีบ้าน มีเมือง ที่สำคัญและมีบุคคลสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบันมากมายจนนับไม่ถ้วน  อย่างเช่น มหาบุรุษทุ่งกุลาร้องไห้เจ้าพ่อศรีนครเตา  ซึ่งกลายเป็นผีใหญ่ที่คนทุ่งกุลาร้องไห้ให้ความนับถือ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ประเพณีบุญข้าวสาก

การทำบุญข้าวสาก นิยมทำในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นประจำทุกปี ที่เรียกว่า “บุญข้าวสาก” เนื่องจากเมื่อจัดทำข้าวปลาอาหาร และเครื่องไทยทานต่าง ๆ อุทิศให้ ผู้ล่วงลับไปแล้ว จะทำสากหรือสลาก มีคำอุทิศส่วนกุศลใส่กระดาษบันทึกชื่อ ผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และความประสงค์ว่าจะบริจาคทานให้แก่ผู้ใด โดยบอกชื่อผู้ที่จะ มารับส่วนกุศลด้วย

บุญข้าวสากหรือสลาก เป็นการทำบุญอย่างหนึ่งของประเพณีสิบสองเดือน หรือ “ฮิตสิบสอง” (ฮีต มาจากคำว่า จารีต ฮีตสิบสอง คือ จารีตประเพณีสิบสองเดือน) ของชาวอีสาน โดยมีจุดประสงค์สำคัญ เพื่อมุ่งอุทิศส่วนกุศลให้ญาติสนิท เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย บิดา มารดา สามี ภรรยา พี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว และอาจอุทิศให้ เปรตทั่วไปด้วย

ก่อนถึงกำหนดวันทำบุญข้าวสาก คือ ราววันขึ้น 13 – 14 ค่ำ เดือนสิบ ชาวบ้าน จะเตรียมอาหารชนิดต่าง ๆ มีทั้งข้าว เนื้อ ปลา ข้าวเม่า ข้าวพอง ข้าวตอก ขนม และอาหารคาวหวานอื่น ตลอดจนผลไม้ต่าง ๆ ไว้สำหรับทำบุญ สำหรับข้าวเม่า ข้าพอง และข้าวตอกนั้น จะคลุกเข้ากันโดยใส่น้ำอ้อย น้ำตาล ถั่วงา มะพร้าว ให้เป็นข้าวสาก (ข้าวกระยาสารท) แต่บางท้องถิ่นไม่นำข้าเม่า ข้าพอง และข้าวตอก มาคลุกเข้าด้วยกัน คงแยกไปทำบุญเป็นอย่าง ๆ เมื่อเตรียมสิ่งของทำบุญเรียบร้อย แล้ว ชาวบ้านจะเอาข้าวปลาอาหารที่มีอยู่ไปส่งญาติพี่น้องและผู้รักใครีนับถือ อาจส่งก่อนวันทำบุญหรือส่งในวันทำบุญเลยก็ได้ สิ่งของเหล่านี้มักแลกเปลี่ยนกัน ไปมา ระหว่างญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เรือนเคียง ถือว่าเป็นการได้บุญ

เมื่อถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบ ตอนเช้า ชาวบ้าน จะพากันนำอาหารคาวหวานต่าง ๆ ไปทำบุญตักบาตร ที่วัด โดยพร้อมเพรียงกัน และถวายทานอุทิศส่วนกุศล ให้ญาติมิตรผู้ล่วงลับไปแล้ว
ตอนสาย ชาวบ้านจะนำข้าวปลาอาหารที่เตรียมไว้ เป็นข้าวสาก ไปวัดอีกครั้งหนึ่ง เอาอาหารต่าง ๆ จัดเป็น สำหรับหรือชุดสำหรับถวายทาน หรือถวายเป็นสลากภัต โดยจัดใส่ภาชนะต่าง ๆ แล้วแต่ความนิยม ของแต่ละท้องถิ่น บางแห่งจัดใส่ถ้วยหรือบางแห่งใช้ทำ เป็นห่อทำเป็นกระทงด้วยใบตองกล้วย หรือกระดาษ แต่ละบ้านจะจัดทำสักกี่ชุดก็ได้ตามศรัทธา ก่อนที่จะถวาย ข้าวสากแด่พระภิกษุสามเณร จะกล่าวคำถวายข้าวสาก หรือสลากภัตพร้อมกัน

เมื่อเสร็จพิธีถวายข้าวสากแล้ว ช้าวบ้านที่ไปร่วมพิธี ยังนิยมเอาชะลอมหรือห่อข้าวสากไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ ในบริเวณวัด พร้อมจุดเทียนและบอกกล่าวให้ญาติ หรือเปรตผู้ล่วงลับไปแล้วมารับเอาอาหารต่าง ๆ ที่วางไว้ และขอให้มารับส่วนกุศลที่ทำบุญอุทิศไปให้ด้วย (ผู้จัดทำ ก็เคยทำสมัยเป็นเด็กกับมารดา)

ภายหลังจากการถวายข้าวสากแด่พระภิกษุสามเณร และนำอาหารไปวางไว้ตามบริเวณวัดเสร็จแล้ว ก็มีการฟังเทศน์ฉลองข้าวสาก และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ไปให้เปรตและญาติผู้ล่วงลับไปแล้วด้วย นอกจากนี้ ผู้ที่มีนา จะนำข้าวสากไปเลี้ยง “ตาแฮก” ที่นาขอ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ในวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 เป็นวันสาร์ทใหญ่ (โดนตาเขมร หรือ แซนโดนตา)ชาวทุ่งกุลา เชื่อสายเขมร วันรวมญาติก็ว่าได้ ลูกหลานไปอยู่แห่งหนใดก็จะกลับมาทำพิธีนี้อย่างพร้อมเพรียง ส่วนในที่ผ่านมา วันขึ้น 15 ค่ำเดือนสิบ ก่อนหน้านี้ถือเป็นวันสาร์ทน้อย ชนชาวลาว ชาวอีสาน ชาวทุ่งกุลาทั่วไป

พิธีแซนโดนตา ประเพณีในหมู่บ้าน กลุ่มชาวเขมร ตามชายฝั่งของลำน้ำแม่น้ำพลับพลา (ภาษา ลาว,เขมร ส่วนลาวได้รับอิทธิพลนี้มากทีเดียว) จะเริ่มจากเตรียมสิ่งของก่อนถึงวันสาร์ท เช่น บ่มกล้วยให้สุกทันวันห่อข้าวต้ม ผลไม้ต่าง ๆ ไก่ย่าง(ส่วนมากจะย่างทั้งตัว) ปลาย่าง หมูย่าง เนื้อย่าง อาหารคาวหวานต่าง ๆ หมาก พลู บุหรี่มวน ธูป เทียน ดอกไม้และอื่น ๆ เมื่อพร้อมแล้วก็จัดสำรับเซ่นไหว้ใส่ภาชนะที่ใหญ่ ๆ เช่น ถาดหรือกระด้ง เพื่อจะได้ใส่เครื่องเซ่นได้เยอะ ๆ และอีกส่วนหนึ่งเตรียมไว้สำหรับทำบุญที่วัด  วันขึ้น 14 ค่ำเดือนสิบ ผู้ที่เป็นบุตรหลานไม่ว่าจะเป็นเขย สะใภ้ จะต้องส่งข้าวสาร์ทหรือเครื่องเซ่นนี้ไปให้พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อให้ท่านได้ใช้เครื่องเซ่นนั้นทำพิธีเซ่นต่ออีกทีหนึ่ง ส่วนปู่ ย่า ตา ยาย ก็จะมอบสิ่งของตอบแทนให้ จะเป็นผ้าซิ่น ผ้าไหม หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ เป็นรางวัลให้ลูกหลานผู้รู้จักกตัญญู พอตอนเย็นวันนี้จะเริ่มทำพิธีเซ่นไหว้กัน เมื่อพี่น้องลูกหลานมาพร้อมหน้ากันแล้วก็จุดธูปเทียน โดยผู้อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้บอกกล่าวอัญเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษ คนทีุ่เป็นหมอพราหมณ์จะรู้ขั้นตอนนี้ดีจะมีคำกล่าวคำเชิญเฉพาะ แต่ผู้ที่ไม่เป็นก็เพียงแค่กล่าวเอ่ยชื่อ นามสกุลของบรรพบุรุษให้ถูกต้อง มีศักดิ์เป็นปู่เป็นทวดอย่างไรก็เอ่ยให้ถูกต้องก็ใช้ได้แล้ว และคนกล่าวอาวุโสรองลงมาตามลำดับ จะต้องเอ่ยชื่อ นามสกุลของบรรพบุรุษให้ถูกต้องครบถ้วนทุกคน เพื่อแสดงความรำลึกกตัญญูู ในขณะกล่าวเชิญก็กรวดน้ำไปด้วย

เมื่อครบทุกคนแล้วก็หยุดพักระยะหนึ่ง แล้วทำพีธีต่ออีกจนครบคนละ 3 รอบ รอบสุดท้ายนี้ให้รวมหยาดน้ำพร้อมกันเป็นอันเสร็จพิธี แล้วนำเครื่องเซ่นส่วนหนึ่งออกไปโปรยข้างนอกเพื่อเผื่อแผ่แก่ผีพเนจร ผีไม่มีญาติ ผีอื่น ๆ ตามความเชื่อ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่จะยังทำพิธีเซ่นไหว้และกรวดน้ำนี้เป็นระยะ ๆ บางคนก็ทำตลอดคืน ตื่นนอนเมื่อไรก็เซ่นไหว้กันตอนนั้น ดึก ๆ เงียบสงัดจะได้ยินเสียงบ้านไกล้เรือนเคียงร้องเรียกวิญญาณบรรพบุรุษดังมาเป็นระยะ ๆ บางครั้งก็ให้รู้สึกโหยหวนวังเวงน่าขนลุกเหมือนกัน (เหอ ๆ ๆ)..

แซนโดนตา เป็นประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเขมรชาวไทย เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะชนชาวเขมรในเขตพื้นที่อีสานตอนใต้ ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นต้น เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ย้อนรำลึกถึงบรรพบุรุษผู้มีพระคุณ สืบสานขนบธรรมเนียมที่ลูกหลานต้องปฏิบัติต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ และยึดหลักคำสอนทางพุืทธศาสนา คำว่า “แซน” แปลว่า เซ่น ในภาษาไทย โดนตา เป็นคำนามที่ใช้เรียกบรรพบุรุษ หมายถึงญาติที่ล่วงลับไปแล้ว

IMG_8720 IMG_8724

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>